ทันกระแสเรื่องสุขภาพ เกร็ดความรู้ และเคล็ดลับสุขภาพ ตลอดจนวิธีการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง เพื่อให้คุนได้รู้เท่านั้นโรคต่าง ๆ และสามารถป้องกันได้ทันท่วงที


รับสร้างบ้าน  :  หูอื้อ

หู อื้อ เกิดจากอะไร มีอาการหูอื้อข้างเดียวทํายังไงดี

อาการหูอื้อ– เพื่อน ๆ เป็นเหมือนกันใช่ไหมคะที่เวลาขึ้นลิฟต์ ขึ้นเครื่องบิน หรือไปเที่ยวตามป่าตามเขาสูง ๆ เราจะเกิดอาการหูอื้อขึ้นมาซะอย่างนั้น แต่ในบางคนก็มีอาการหูอื้อง่าย และเป็นบ่อย ๆ จนอดกังวลไปไม่ได้ว่าตัวเราผิดปกติหรือเปล่า แล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่ วันนี้ รับสร้างบ้าน สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ ได้รวบรวมข้อมูลของอาการหูอื้อและวิธีป้องกันรักษามาฝากกันจ้ะ

หูอื้อหมายถึงอะไร มีกี่ชนิด วินิจฉัยและรักษาโรคอย่างไร?

หูอื้อ หรือเสียงในหู (Tinnitus)เป็นอาการ หรือ ภาวะที่ พบได้ทั่วไป ทั้งนี้ในสหรัฐ อเมริกามีคนป่วยเป็นโรคหูอื้อถึงสี่สิบล้านคน แต่มีเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่รู้สึกว่าหูอื้อเป็นปัญหาสำคัญ

ในด้านความหมาย อาการหูอื้อ หมายถึง การได้ยินลดลง หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอุดหูอยู่ หรือรู้สึกมีเสียงดังในหู ซึ่งอาจเป็นเสียงแหลม วี๊ดๆ คล้ายมีแมลงบินในหู หรือเสียงหึ่งๆ หรือเสียงตุบๆคล้ายชีพจรเต้น หรือแม้แต้เสียงการกลืนอาหาร หรือเสียงลมหายใจ และไม่ใช่ทุกคนที่ได้ยินเสียงหูอื้อจะรู้สึกรำคาญจนทนไม่ได้ บางคนอาจไม่มีปัญหากับอาการหูอื้อ ทั้งนี้หูอื้อบางชนิดก็ไม่มีอันตราย บางชนิดก็มีอันตราย ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป


หูอื้อแบบมีเสียงแหลม วี๊ดๆ

คล้ายมีแมลงในหูหรือเสียงหึ่งๆ ประเภทนี้มักเกิดจากมีความผิดปกติของหูชั้นใน หรือของเส้นประสาทหู มักเกิดร่วมกับอาการประสาทหูเสื่อมและการได้ยินลดลง อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ อาการหูอื้อมักเกิดร่วมกับ อาการนอนไม่หลับ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ป่วยมักเข้าใจว่าเสียงดังในหูทำให้นอนไม่หลับ เครียด หรือภาวะซึมเศร้า และภาวะทั้งหมดมีส่วนเสริมซึ่งกันและกันทำให้อาการยิ่งเป็นมากขึ้น

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้มีอาการหูอื้อ ชนิดนี้ มักเป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้ประสาทหูเสื่อม เช่น การฟังเสียงดังๆ การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีผลข้างเคียงต่อประสาทหู การผ่าตัดรักษาโรคทางสมอง หรือทางหูบางโรคที่อาจกระทบกระเทือนประสาทหู ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็งบางชนิด หรือการฉายรังสี(รังสีรักษา) บริเวณศีรษะเพื่อรักษาโรคมะเร็ง การใช้ยาขับปัสสาวะบางชนิด การใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มแอสไพริน การที่มีอายุมากขึ้น (ผู้สูงอายุ) หูก็อาจเสื่อมเองได้ การติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อซิฟิลิส หรือเชื้อไวรัสที่ทำให้หูชั้นในอักเสบ และโรคเนื้องอกบริเวณประสาทสมองคู่ที่แปด (Acoustic neuroma) เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดจากเนื้องอก มักเป็นอาการหูอื้อข้างเดียว ข้างที่เกิดโรค

การวินิจฉัยหูอื้อชนิดนี้สามารถทำได้โดยการซักประวัติทางการแพทย์ที่อาจเป็นสาเหตุตามที่กล่าวมาข้าง ต้น รวมทั้งการตรวจร่างกายภายในช่องหู ซึ่งหากพบความผิดปกติก็จะสามารถทำการรักษาให้ตรงกับสาเหตุได้

นอกจากนี้อาจจำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาโรคที่อาจซุกซ่อนอยู่ เช่น การตรวจ หาเชื้อซิฟิลิส การวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) การวิเคราะห์การทำงานของเส้นประสาทหูส่วนก้านสมองเพื่อหาหลักฐานว่ามีเนื้อ งอกเส้นประสาทหูหรือไม่ (ABR, Audiotory brain stem response) หรือการทำการสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก/เอ็มอาร์ไอ (MRI, Magnetic resonance imaging) ก็จะทำให้เห็นเนื้องอกที่เส้นประสาท หรือในสมองได

การดูแลรักษาหูอื้อชนิดนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า หูอื้อชนิดนี้ยากต่อการรักษาให้หายขาด เนื่องจากจำเป็นต้องรักษาโรคของประสาทหูเสื่อม เช่น งดฟังเสียงดังจากแหล่งต่างๆ การให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท การให้ยาขยายหลอดเลือดในรายที่มีการตีบตันของหลอดเลือดหูชั้นใน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามบางครั้งการรักษาอาจไม่ได้ผล ตามที่ต้องการ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะ หรือโรคอื่นอยู่ด้วย เช่น เครียด นอนไม่หลับ หรือมีโรคซึมเศร้า ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขภาวะ/โรคเหล่านี้ไปด้วยกัน เช่น การออกกำลังกาย การรักษาทางจิตวิทยา/จิตเวช และมีผู้ทดลองใช้อุปกรณ์ที่มีเสียงในลักษณะพิเศษมาช่วยกลบเสียงหูอื้อ เช่น การใช้วิทยุเปิดเบาๆ หรือการใช้เทปเสียง หรือซีดี หรือแพทย์อาจแนะนำให้ใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง ซึ่งช่วยทำให้เสียงจากสิ่ง แวดล้อมดังขึ้นเพื่อช่วยกลบเสียงรบกวนจากหูอื้อได้ ปัจจุบันมีผู้คิดเครื่องสร้างเสียงดนตรีที่ไม่เป็นเพลงเพื่อช่วยดึงความสนใจ ออกไปจากภาวะหูอื้อ บ่อยครั้งที่พบว่าผู้ป่วยสามารถปรับตัวให้อยู่กับเสียงในหู/หูอื้อได้ จนเป็นความคุ้นเคย และไม่รำคาญอีกต่อไป

หูอื้อแบบรู้สึกตุบๆ

กลุ่มนี้เกิดจากมีเนื้องอกใน ช่องหู (Glomus tumor)ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจอาจสามารถได้ยินเสียงอื้อนั้นด้วย การวินิจฉัยจะต้องทำการซักประวัติทางการ แพทย์ของผู้ป่วย ต้องทำการตรวจช่องหูชั้นกลาง อาจเห็นเนื้องอกเป็นสีแดงๆ หากพบเป็นเนื้องอก ต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อหาขอบเขตการลุกลามของเนื้องอก และให้รักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งหูอื้อจากสาเหตุนี้ มักเกิดเพียงข้างเดียว คือข้างที่เกิดเนื้องอก

หูอื้อแบบได้ยินเสียงภายในร่างกายชัดกว่าปกติ

เช่น เสียงพูดของตัวเอง หรือเสียงลมหายใจ มักเกิดจากมีความผิดปกติของหูชั้นนอก หรือหูชั้นกลาง บางครั้งเกิดจากโรคภูมิแพ้ ทำให้ท่อระบายอากาศของหู (Eustachian tube) บวมและถ่ายเทอากาศไม่ได้ ผู้ ป่วยอาจสังเกตได้ว่า อาการมักเป็นๆ หายๆ หรือเวลาขึ้นเครื่องบิน หรือดำน้ำจะมีอาการปวดหู และมีหูอื้อ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะพบได้น้อย แต่อาจเกิดจากโรคมะเร็งโพรง หลังจมูกได้ โดย เฉพาะถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ หรือร่วมกับมีต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอ โต คลำได้ ซึ่งถ้าเป็นหูอื้อจากมะเร็งมักเป็นหูอื้อเพียงข้างเดียว ข้างที่มีก้อนมะเร็งโตจนอุดกั้นท่อระบายอากาศของหู อนึ่ง โรคมะเร็งชนิดนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยในบ้านเรา มักพบในคนอายุ 35 ปีขึ้นไป โดย เฉพาะมีเชื้อสายจีน ดังนั้นถ้ามีอาการหูอื้อข้างเดียว จึงควรรีบพบแพทย์ หู คอ จมูก

การวินิจฉัยสาเหตุโรคนี้ ต้องซักประวัติโรคทางหูในอดีต หรืออาการภูมิแพ้ ต้องตรวจหาความผิดปกติของช่องหู เมื่อเจอสาเหตุมักสามารถรักษาให้หายได้ เช่น หากเป็นโรคภูมิแพ้ ก็ต้องรักษาโรคภูมิแพ้ หรือมีหูอักเสบก็ต้องรักษาภาวะหูอักเสบ เป็นต้น

ใครบ้างมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหูอื้อ?

คนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหูอื้อ คือ

- ทำงาน หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังโดยไม่มีเครื่องป้องกันหูที่ถูกต้อง
- สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี
- คนที่หูได้ยินลดลงเมื่ออายุมากขึ้น
- เป็นชาวตะวันตก
- มีปัญหาด้านอารมณ์/จิตใจจากการถูกทำร้ายร่างกาย (Post traumatic stress disorder) โดยผู้ป่วยมักมีอาการเมื่อมีคนพูดเสียงดัง

เมื่อมีหูอื้อควรดูแลตนเองอย่างไร?

เมื่อมีอาการหูอื้อควรใช้การสังเกตว่า เป็นหูอื้อแบบไหน เป็นเวลาเป็นหวัดภูมิแพ้หรือเปล่า หรือมีอาการได้ยินลดลงซึ่งกรณีมีการได้ยินลดลงนี้ควรรีบพบแพทย์ด้านหู คอ จมูก เพราะอาจมีอาการประสาทหูเสื่อมได้

นอกจากนั้น คือ

- ควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง หรือควรใส่เครื่องป้องกันหูจากเสียงดังเสมอ
- เมื่อเกิดความรำคาญจากเสียงในหู อาจเปิดเพลงเบาๆ เพื่อกลบเสียงในหู
- เปิดพัดลมที่มีเสียงเบาๆ อาจช่วยกลบเสียงในหูลงได้
- รักษาสุขภาพจิต เพราะพบว่า การมีความเครียด จะรู้สึกว่าเสียงในหูดังขึ้น
- งด/เลิกบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะมีรายงานว่า อาจทำให้อาการหูอื้อเลวลงได้
- งด/เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ได้ยินการไหลเวียนของเลือดในหูดังขึ้น/หูอื้อมากขึ้น
- ดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ
- ยอมรับ เข้าใจในอาการ และปรับตัว ลดความกังวล ลดความเครียด

อาการหูอื้อรุนแรงไหม? รักษาหายไหม?

หูอื้อ มักมีอาการไม่รุนแรง แต่น่ารำคาญ บางรายนอนไม่หลับทำให้กระทบกับสุขภาพส่วนอื่น แต่ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุด้วย ซึ่งถ้าเกิดจากเนื้องอกประสาท Glomus tumor หรือโรคมะเร็ง ก็จะเป็นโรคที่รุนแรงได้ แต่สาเหตุนี้พบได้น้อยกว่าสาเหตุอื่นๆ

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ควรพบแพทย์ เมื่อ

- มีหูอื้อหลังจากเป็นโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ หรือไซนัสอักเสบ ทั้งนี้โดยอาการหูอื้อไม่ดีขึ้น/ไม่หายไปภายใน 1 สัปดาห์หลังอาการจากโรคต่างๆดังกล่าวหายแล้ว
- มีหูอื้อที่ร่วมกับการได้ยินลดลง หรือมีอาการเวียนศีรษะ หรือบ้านหมุน
- มีหูอื้อที่เกิดขึ้นโดยหาสาเหตุไม่ได้/ไม่รู้สาเหตุ เพราะอาจเกิดจากเนื้องอกประสาท หรือโรคมะเร็งโพรงหลังจมูกได้

ป้องกันอาการหูอื้อได้ไหม?

การป้องกันหูอื้อทำได้โดยการงด/หลีกเลี่ยงฟังเสียงดังๆ หรือถ้าต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดัง ต้องมีที่อุดหูป้องกัน หรือถ้าเป็นหวัด หรือภูมิแพ้ ต้องทำการรักษา และงดการดำน้ำในช่วงนั้น

นอกจากนั้น คือการดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อแรก

วิธีแก้โรคหูอื้อข้างเดียว

ข้อน่ารู้

1. หูชั้นกลางเป็น ส่วนหนึ่งของช่องหูที่อยู่ระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นใน อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหูเข้าไปเป็นช่องที่บรรจุกระดูกอ่อน 3 ชิ้น (กระดูกค้อน ทั่ง และโกลน) ที่รับการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง หูชั้นกลางมีช่องทางติดต่อกับลำคอและโพรงจมูก ที่เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (eustachian tube)

2. เมื่อมีการติดเชื้อในลำคอเป็นไข้หวัดไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ หัด เป็นต้น เชื้อโรคสามารถลุกลามจากลำคอผ่านทอยูสเตเซียนเข้าไปในหูชั้นกลาง เกิดการอักเสบทำให้เยื่อบุผิวภายในหูชั้นกลางและท่อยูสเตเชียนบวม ท่อนี้จะอุดตัน ถ้าการอักเสบนั้นมีเชื้อแบคทีเรียเป็นต้นเหตุ ก็จะเกิดเป็นหนองขังอยู่ในหูชั้นกลาง คนไข้จะมีอาการไข้สูง ปวดหู และหูอื้อ ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ปริมาณของหนองจะสะสมมากขึ้นจนเกิดแรงดันให้เยื่อแก้วหูเกิดรูทะลุได้ หนองที่ขังอยู่ภายในหูชั้นกลางก็จะไหลออกมา กลายเป็นหูน้ำหนวก พอถึงตอนนี้คนไข้จะหายปวดหู และไข้ลดลงโดยอัตโนมัติ จะเห็นได้ว่า หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันเกิดจากเชื้อโรคที่อยู่ในลำคอ มิได้เกิดจากน้ำเข้าหูดังที่เคยเข้าใจกัน ทั้งนี้เนื่องจากมีเยื่อแก้วหูบังไว้มิให้เชื้อในน้ำเข้าไปในหูชั้นกลางได้ แต่ถ้าเยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูเช่น ในรายที่เป็นหูน้ำหนวก ก็ต้องระวังอย่าให้น้ำเข้าหู

3. โรคนี้พบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัยแต่จะพบบ่อยในเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากท่อยูสเตเชียนในเด็กจะมีขนาดสั้นและตีบแคบกว่าของผู้ใหญ่ทำ ให้มีการติดเชื้ออักเสบในหูชั้นกลางได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

4. โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็มักจะหายขาด แต่ถ้าปล่อยปละละเลยไม่รักษาอย่างจริงๆ จังๆ ก็อาจกลายเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง (หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง) เยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูโหว่ ทำให้มีอาการหูอื้อ หูหนวกได้ บางรายอาจมีการลุกลามของเชื้อโรคเข้าไปในสมอง ทำให้เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นฝีในสมอง เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ขาดอาหารหรือร่างกายอ่อนแอ อาจเป็นโรคแทรกเหล่านี้ได้ง่ายกว่าเด็กที่แข็งแรง ตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับประถมศึกษาในชนบท และชุมชุนแออัด อาจพบเด็กที่เป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ดังนั้นครูและเจ้าหน้าที่อนามัยโรงเรียนจึงควรตรวจเช็กเด็กตามชั้นเรียน หากพบโรคนี้ก็ควรส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพเด็กในภายหลัง

5. การป้องกันโรค ชั้นหูกลางอักเสบเฉียบพลันอยู่ที่ระวังอย่าให้เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ และฉีดวัคซีนป้องกันหัด ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ ก็ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ และถ้าเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ก็ควรรักษากับแพทย์อย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้กลายเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง

รู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นอื่น

คน ที่เป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการปวดหู หูอื้อ มักมีไข้สูงร่วมด้วย ส่วนมากจะเป็นหลังจากเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ทอนซิลอักเสบ ออกหัด หรือโรคติดเชื้อในลำคอ เด็กเล็กอาจมีอาการไข้สูงร่วมกับร้องกวนดึก(เพราะเจ็บปวดในหู) และงอแง บางคนอาจเอานิ้วดึงที่ใบหู เด็กมีอาการไข้หวัด ปวดหู หูอื้อ อาจมีสาเหตุอื่นๆ เช่น

1. มดหรือแมลงเข้าหูจะ มีอาการปวดหูข้างเดียวรุนแรงเกิดขึ้นเฉียบพลัน (เช่น ขณะนอนอยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวดหู) คนไข้จะรู้สึกว่ามีตัวอะไรอยู่ในหู หากสงสัยให้รีบเอาน้ำมันพืชหยอดหู แล้วพาไปพบแพทย์

2. หูชั้นนอกอักเสบมีอาการปวดหู เวลาดึงใบหูจะรู้สึกเจ็บมากขึ้น (หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน เวลาดึงใบหูจะไม่เจ็บมากขึ้น) อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ มักเป็นหลังใช้ไม้แคะหู หากสงสัยควรไปพบแพทย์รวดเร็ว

3. โรคเชื้อราในช่องหูจะ มีอาการหูอื้อ คันในช่องหูมาก บางครั้งมีอาการปวดหูร่วมด้วย เกิดจากมีเชื้อราขึ้นในช่องหู หากสงสัยให้ใช้ไม้พันสำลีซุบทิงเจอร์ใส่แผลสด(merthiolate) เช็ดหูวันละ 3-4 ครั้ง มักจะดีขึ้นใน 2-3 วัน หากไม่ทุเลา ควรไปพบแพทย์

4. ขี้หูอุดตันรูหูจะมีอาการหูอื้อ และอาจปวดหูร่วมด้วย มักเป็นทันทีหลังเล่นน้ำ สระผม น้ำเข้าหู เนื่องจากขึ้หูอุ้มน้ำพองจนอุดรูหู คนไข้จะรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำเข้าหู แต่ไม่ยอมหายนานเป็นวันๆ หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

1. คนที่มีอาการปวดหู หูอื้อ และเป็นไข้หรือสงสัยว่าเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ ควรไปพบแพทย์ภายใ

©สงวนลิขสิทธิ์ หน้าเว็บไซต์ โดย บริษัท สมอลล์เฮ้าส์บิวเดอร์ จำกัด